เคยไหมครับ? กำลังไถฟีดเล่นมือถือเพลินๆ หรือเพิ่งกดรับสาย แล้วรู้สึกว่าตัวเครื่องร้อนจี๋จนแทบจับไม่ได้ ยิ่งในประเทศไทยที่อากาศร้อนตลอดปี ปัญหานี้ยิ่งเจอกันบ่อยมากๆ ครับ
อาการเครื่องร้อนไม่ใช่แค่เรื่องน่ารำคาญใจครับ ความร้อนคือสัญญาณเตือนว่าแบตเตอรี่ หน้าจอ และชิปประมวลผลกำลังทำงานเกินขีดจำกัด หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ แบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพเร็ว เกิดอาการแบตบวม หน้าจออาจพัง หรือเครื่องอาจดับไปเฉยๆ
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ โทรศัพท์ร้อนเกิดจากอะไร กันแน่ ทีมงาน inovo จะพาไปเจาะลึก 5 สาเหตุหลัก พร้อมแจก วิธีแก้โทรศัพท์ร้อน เบื้องต้นที่ทำตามได้ทันที ช่วยยืดอายุสมาร์ตโฟนให้ใช้งานได้ยาวนานและปลอดภัยครับ
เช็กด่วน! 5 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาโทรศัพท์ร้อนเกิดจากอะไร
ความร้อนสะสมในสมาร์ตโฟนเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากฮาร์ดแวร์ พฤติกรรมการใช้งาน และสภาพแวดล้อมภายนอก การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้คุณแก้ปัญหามือถือร้อนได้อย่างถูกต้องตรงจุดครับ
1. ใช้งานหนักติดต่อกันนานเกินไป: เล่นเกมกราฟิกสูง, ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง หรือเปิดแอปค้างไว้เยอะ
การประมวลผลข้อมูลระดับสูงคือตัวการหลักที่ทำให้ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU และ GPU) ต้องทำงานที่ความถี่สูงสุดติดต่อกัน เมื่อคุณเปิดเล่นเกมที่มีภาพกราฟิกความละเอียดสูงอย่าง ROV หรือ PUBG Mobile ชิปประมวลผลจะดึงพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มหาศาลเพื่อคำนวณผลลัพธ์ ทำให้เกิดความร้อนสะสมกระจายออกมาทางฝาหลังทันที
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นตามหลักการกฎความร้อนของจูล (Joule Heating) เมื่อมีการดึงกระแสไฟปริมาณมากผ่านทรานซิสเตอร์นับพันล้านตัวภายในชิปเซ็ต พลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน หากคุณถ่ายวิดีโอ Full HD หรือ 4K นานๆ หรือเปิดแอปพลิเคชันค้างไว้เบื้องหลังหลายสิบแอป ความร้อนจะสะสมอยู่บริเวณบอร์ดกลางอย่างรวดเร็ว นี่คือคำตอบชัดเจนว่า ทำไมโทรศัพท์ถึงร้อน เวลาใช้งานหนักครับ
การรัน GPU ที่ระดับ 100% เป็นเวลาเกิน 15 นาที จะสร้างความร้อนสะสมสูงขึ้น 35% ถึง 50% ระบบปฏิบัติการจะสั่งเปิดใช้งาน Thermal Throttling หรือการลดความเร็วชิปเซ็ตลงอัตโนมัติเพื่อป้องกันความร้อน ผลที่ตามคือเกมเกิดอาการเฟรมเรตตก (Lag) เครื่องกระตุก หรือแอปพลิเคชันตัดการทำงานทันทีครับ
2. ชาร์จไปเล่นไป / สายชาร์จไม่ได้มาตรฐาน: การจ่ายไฟที่ไม่สม่ำเสมอทำให้เกิดความร้อนสะสมที่แบตเตอรี่
พฤติกรรมชาร์จไปเล่นไปทำให้แบตเตอรี่และวงจรจัดการพลังงาน (Power Management IC) ต้องทำงานหนักสองทางพร้อมกัน เซลล์แบตเตอรี่ต้องรับกระแสไฟเข้าเพื่อประจุพลังงาน ควบคู่ไปกับการจ่ายกระแสไฟออกไปเลี้ยงชิปประมวลผล ทำให้เกิดความร้อนสองเท่า (Double Heating)
ยิ่งหากใช้สายชาร์จหรือหัวชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน วงจรชาร์จจะยิ่งทำงานหนักและปล่อยความร้อนส่วนเกินออกมา การชาร์จแบตเตอรี่ขณะที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 45°C จะเร่งการสะสมก๊าซภายในเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ส่งผลให้ความจุแบตเตอรี่ลดลงอย่างถาวร เกิดอาการแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว แบตเตอรี่บวมดันหน้าจอ หรือเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
3. ใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด: เล่นมือถือกลางแดด หรือวางทิ้งไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดด
แดดเมืองไทยร้อนแรงมากครับ สมาร์ตโฟนส่วนใหญ่ใช้ระบบระบายความร้อนแบบพาสซีฟ (Passive Heat Dissipation) ในการถ่ายเทความร้อนออกสู่มวลอากาศรอบข้าง เมื่อนำโทรศัพท์ไปใช้งานกลางแดดจัด หรือวางทิ้งไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดด ตัวเครื่องจะดูดซับความร้อนจากภายนอกเข้ามาสะสมเพิ่มเติม
อุณหภูมิภายในรถยนต์ที่จอดตากแดดในประเทศไทยสามารถพุ่งสูงเกิน 50°C ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที สภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดจะทำให้อุปกรณ์เข้าสู่ภาวะ Overheat ฉุกเฉิน ชิปประมวลผลจะสั่งตัดการทำงานและหน้าจอดับลงทันที ความร้อนที่สูงเกิน 60°C สามารถทำลายชั้นกาวกั้นจอภาพ สารเคลือบผิว และทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสียหาย
4. สัญญาณอินเทอร์เน็ตอับคลื่น: เครื่องต้องใช้พลังงานสูงขึ้นในการค้นหาสัญญาณ (4G/WiFi)
ไม่ได้เล่นแอปก็ร้อนได้ครับ เมื่อสมาร์ตโฟนอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณมือถือ (4G/LTE) หรือ Wi-Fi อ่อน เช่น ในห้องอับ ลิฟต์ หรือชั้นใต้ดิน ชิปโมเด็มเครือข่าย (Baseband Modem) จะเร่งกำลังส่งสัญญาณขึ้นสู่ระดับสูงสุดโดยอัตโนมัติ
วงจรภาคส่งสัญญาณ (RF Power Amplifier) จะเพิ่มแรงดันและกระแสไฟเพื่อขยายคลื่นวิทยุ ส่งผลให้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนปล่อยออกมาในตัวเครื่อง ชิปโมเด็มในสภาวะสัญญาณอ่อนจะบริโภคพลังงานสูงขึ้นกว่าสภาวะสัญญาณปกติถึง 300% ถึง 500% ทำให้ตัวเครื่องอุ่นร้อนและแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว
5. แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ: แบตเตอรี่เก่าเก็บไฟไม่อยู่ และเกิดความร้อนสูงขณะใช้งาน
แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานครับ สมาร์ตโฟนที่ผ่านการใช้งานมาเกิน 1.5 ถึง 2 ปี เซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนภายในจะเกิดการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ เกิดการสะสมของชั้น Solid Electrolyte Interphase (SEI) ที่หนาขึ้นบนขั้วอิเล็กโทรด ชั้น SEI ที่หนาขึ้นจะขวางทางเดินของลิเธียมไอออน ส่งผลให้ค่าความต้านทานภายใน (Internal Resistance) เพิ่มสูงขึ้น เมื่อกระแสไฟไหลผ่าน พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นความร้อนมหาศาลสะสมอยู่ในก้อนแบตเตอรี่ ทำให้ตัวเครื่องร้อนง่ายขึ้นแม้เปิดใช้งานเพียงแอปพลิเคชันพื้นฐานอย่าง LINE หรือ Facebook
สรุป: สาเหตุหลักที่ทำให้โทรศัพท์ร้อนเกิดจากชิปประมวลผลทำงานหนัก การชาร์จไปเล่นไป สภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด สัญญาณอินเทอร์เน็ตอับคลื่น และแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน

5 วิธีแก้โทรศัพท์ร้อนแบบทันใจ ชะลอเครื่องพัง ป้องกันแบตบวม
เมื่อพบว่าสมาร์ตโฟนเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เครื่องระบายความร้อนเองตามลำพัง การปฏิบัติตาม วิธีแก้โทรศัพท์ร้อน เบื้องต้นเหล่านี้จะช่วยลดอุณหภูมิสะสมได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยครับ
- ถอดเคสและพักการใช้งานทันที: ถอดเคสซิลิโคนหรือเคสยางออก แล้ววางเครื่องพักไว้ในที่อากาศถ่ายเท การถอดเคสช่วยลดความต้านทานการนำความร้อน ทำให้อากาศรอบข้างดึงความร้อนออกจากตัวเครื่องได้ไวขึ้น ช่วยลดอุณหภูมิสะสมลงได้ 3°C ถึง 8°C ภายในไม่กี่นาที
- ปิดแอปพลิเคชันเบื้องหลัง & ปิด GPS/Bluetooth: กดปุ่ม Recent Apps แล้วสั่งปิดแอปพลิเคชันทั้งหมด พร้อมปิดระบบระบุตำแหน่ง (GPS) และ Bluetooth เพื่อหยุดการส่งคำสั่งไปยังชิปเซ็ต ช่วยให้ CPU เข้าสู่สภาวะพักการทำงาน (Idle State) และเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
- ปรับลดความสว่างหน้าจอ: การเปิดความสว่างหน้าจอไว้ที่ระดับสูงสุดจะดึงพลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก การปรับลดความสว่างลงมาเหลือประมาณ 40% ถึง 50% หรือเปิดโหมด Auto-Brightness จะช่วยลดกระแสไฟและลดความร้อนบริเวณกระจกหน้าจอ
- เลี่ยงการชาร์จแบตเตอรี่ขณะเครื่องยังร้อนอยู่: การอัดกระแสไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ที่มีอุณหภูมิสูง จะยิ่งเร่งปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่ให้เกิดความร้อนสูงระดับวิกฤต ควรรอให้ตัวเครื่องเย็นลงจนกลับสู่อุณหภูมิห้องปกติก่อนแล้วจึงเสียบสายชาร์จ
- ข้อควรระวัง! ห้ามนำมือถือไปแช่ตู้เย็นเด็ดขาด: การนำโทรศัพท์ไปใส่ในตู้เย็นหรือวางบนถุงน้ำแข็ง ความแตกต่างของอุณหภูมิอย่างฉับพลันจะทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำ (Condensation) กลายเป็นหยดน้ำเกาะบนแผงเมนบอร์ด ส่งผลให้แผงวงจรลัดวงจรและพังเสียหายถาวร
สรุป: เมื่อมือถือร้อน ให้ถอดเคส ปิดแอปพลิเคชันเบื้องหลัง ลดความสว่างหน้าจอ และวางพักให้เย็นลงก่อนเสียบชาร์จ โดยห้ามนำไปแช่ตู้เย็นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดความชื้นควบแน่นจนเมนบอร์ดลัดวงจร
ระดับอุณหภูมิโทรศัพท์ ร้อนแค่ไหนถึงเรียกว่า “อันตราย”?
อุณหภูมิการทำงานปกติของสมาร์ตโฟนขณะใช้งานจะอยู่ที่ประมาณ 30°C ถึง 40°C ซึ่งสัมผัสแล้วจะรู้สึกเพียงแค่อุ่นๆ แต่หากอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 45°C ขึ้นไป ถือเป็นระดับสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
| ระดับอุณหภูมิ | สภาพการสัมผัส | สถานะและการดำเนินการ |
| 30°C – 40°C | อุ่นๆ สบายมือ | ปกติ – ใช้งานได้ตามปกติ |
| 40°C – 45°C | ร้อนอุ่นจัด | เฝ้าระวัง – ควรลดความหนาแน่นการใช้งาน |
| 45°C – 50°C | ร้อนจนต้องละมือหนี | อันตราย – ถอดเคส พักเครื่อง ขึ้นเตือน Overheat |
| เกิน 50°C ขึ้นไป | ร้อนจี๋ / แบตบวม | วิกฤต – เครื่องดับเอง ห้ามชาร์จเด็ดขาด |
เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermal Sensors) บนชิปเซ็ตและแบตเตอรี่จะส่งข้อมูลไปยังระบบปฏิบัติการ หากค่าอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัดความปลอดภัยที่โรงงานกำหนด ระบบปฏิบัติการจะเปิดใช้งานโปรโตคอลความปลอดภัยฉุกเฉินด้วยการปิดแอปพลิเคชันหรือดับเครื่องทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายของแผงวงจร
สรุป: อุณหภูมิปกติของมือถืออยู่ที่ 30°C – 40°C หากพุ่งสูงเกิน 45°C ขึ้นไป ถือเป็นระดับอันตรายที่ต้องถอดเคสและพักเครื่องทันที และหากร้อนเกิน 50°C จนเครื่องดับเอง ห้ามเสียบชาร์จแบตเตอรี่เด็ดขาด
ข้อห้ามเด็ดขาดเมื่อมือถือเกิดความร้อนสูง
เมื่อพบว่าสมาร์ตโฟนมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ มีข้อห้ามสำคัญ 6 ประการที่คุณไม่ควรกระทำโดยเด็ดขาด
- ห้ามนำมือถือไปแช่ตู้เย็นหรือวางบนถุงน้ำแข็งเด็ดขาด การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลันจะทำให้เกิดไอน้ำควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำเกาะอยู่บนเมนบอร์ดภายในตัวเครื่อง ส่งผลให้แผงวงจรลัดวงจรและพังเสียหายถาวร
- ห้ามชาร์จแบตเตอรี่ต่อหากตัวเครื่องขึ้นแจ้งเตือนอุณหภูมิสูง การฝืนชาร์จไฟเข้าไปขณะแบตเตอรี่ร้อนวิกฤตจะเร่งความร้อนสะสมในเซลล์แบตเตอรี่ จนเสี่ยงต่ออาการแบตเตอรี่บวมหรือลุกไหม้ได้
- ห้ามเล่นเกมกราฟิกสูง หรือถ่ายวิดีโอต่อเนื่อง ชิปประมวลผลจะถูกเร่งให้สร้างความร้อนเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมแผงวงจรและโครงสร้างฮาร์ดแวร์ให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- ห้ามวางมือถือไว้กลางแดด หรือในรถยนต์ที่จอดตากแดด อุณหภูมิภายในรถที่จอดตากแดดอาจสูงเกิน 50°C ซึ่งเกินขีดจำกัดความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
- ห้ามใช้สายชาร์จหรือหัวชาร์จที่ชำรุดไม่ได้มาตรฐาน สายชาร์จที่จ่ายกระแสไฟไม่สม่ำเสมอจะสร้างความร้อนสะสมรุนแรงบริเวณขั้วชาร์จและวงจรจัดการพลังงาน
- ห้ามฝืนเปิดเครื่องใช้งานทันทีหากตัวเครื่องร้อนจนดับเอง ควรวางพักตัวเครื่องไว้ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที เพื่อให้ระบบภายในเย็นลงตามธรรมชาติก่อนเริ่มเปิดเครื่องใหม่
สรุป: หลีกเลี่ยงการฝืนใช้งาน ชาร์จไฟ วางตากแดด ใช้สายชาร์จไม่ได้มาตรฐาน หรือนำไปแช่ตู้เย็นเมื่อเครื่องร้อน เพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อฮาร์ดแวร์และแบตเตอรี่
เลือกสมาร์ตโฟน inovo / ODDOLE / KXD มั่นใจเรื่องความปลอดภัย มีประกันศูนย์ไทย
ความกังวลเรื่องปัญหาโทรศัพท์ร้อนง่ายและแบตเตอรี่ไร้คุณภาพ สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกซื้อ สมาร์ตโฟนจากแบรนด์ inovo รวมถึงแบรนด์คุณภาพที่นำเข้ามาจำหน่ายอย่าง ODDOLE และ KXD ได้รับการออกแบบและทดสอบระบบจ่ายไฟ วงจรจัดการพลังงาน และแบตเตอรี่ตามมาตรฐานความปลอดภัย
สมาร์ตโฟนทุกรุ่นเลือกใช้แบตเตอรี่ที่มีระบบตัดไฟอัตโนมัติ ใช้พอร์ตชาร์จ USB Type-C ทันสมัย ควบคู่ไปกับชิปประมวลผลที่ประหยัดพลังงาน ไม่สร้างความร้อนสะสมเกินจำเป็น พร้อมการรับประกันศูนย์บริการในประเทศไทยอย่างถูกต้องนาน 1 ปีเต็ม
สมาร์ทโฟน ODDOLE R-01 (หน้าจอ 6.9 นิ้ว)
สายเกมมิ่งสเปกคุ้ม หน้าจอ 6.9″ Incell HD+ ชิปประมวลผล Octa-Core เล่นเกมไหลลื่นโดยไม่สะสมความร้อนรุนแรง
สมาร์ทโฟน KXD A09 (หน้าจอ 6.6 นิ้ว)
หน้าจอ 6.6″ HD+ ลื่นไหลด้วย Refresh Rate 90Hz ชิป Octa-Core แฟลชคู่หน้า 8MP และแบตเตอรี่ 4,500 mAh Type-C
สมาร์ทโฟน KXD A07 (หน้าจอ 6.6 นิ้ว)
หน้าจอ 6.6″ HD+ ชิป Octa-Core 1.6 GHz กล้องหลัง 3 เลนส์ 13+5+2MP แบตเตอรี่ 4,500 mAh Type-C สเปกคุ้มค่าเกินราคา
| รุ่นสมาร์ตโฟน | ขนาดหน้าจอ | ชิปประมวลผล | ความจุแบตเตอรี่ | พอร์ตชาร์จ |
| ODDOLE R-01 | 6.9 นิ้ว | Octa-Core | มาตรฐานสายเกมมิ่ง | Type-C |
| KXD A09 | 6.6 นิ้ว (90Hz) | Octa-Core | 4,500 mAh | Type-C |
| KXD A07 | 6.6 นิ้ว | Octa-Core 1.6 GHz | 4,500 mAh | Type-C |
สรุป: ปรับพฤติกรรมการใช้สักนิด ช่วยป้องกันปัญหาโทรศัพท์ร้อนเกิดจากอะไรได้ในระยะยาว
อาการโทรศัพท์ร้อนไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญทางฮาร์ดแวร์ที่ไม่ควรมองข้าม เพียงแค่คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างการไม่ชาร์จแบตเตอรี่ไปเล่นไป และหลีกเลี่ยงการวางมือถือไว้กลางแดดจัด ก็จะช่วยป้องกันปัญหาความร้อนสะสมและยืดอายุการใช้งานสมาร์ตโฟนได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนี้ การเลือกใช้สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ชาร์จไฟที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย มีการรับประกันศูนย์ไทยแท้อย่างถูกต้อง เช่น สมาร์ตโฟนจาก inovo ก็จะช่วยสร้างความอุ่นใจในการใช้งานประจำวัน สามารถเข้าไปเลือกชมรายละเอียดสมาร์ตโฟนสเปกคุ้มค่า ปลอดภัย ไม่ร้อนง่าย ได้แล้ววันนี้ที่ inovo Thailand Official ครับ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: โทรศัพท์ร้อนจนดับเอง ควรทำอย่างไรเป็นอย่างแรก?
A: ให้ถอดเคสออก วางพักตัวเครื่องไว้ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกหรือห้องแอร์ ห้ามเสียบสายชาร์จและห้ามนำไปแช่ตู้เย็นเด็ดขาดครับ ปล่อยให้เครื่องเย็นลงเองตามธรรมชาติประมาณ 15–20 นาที แล้วจึงค่อยเปิดเครื่องใช้งานใหม่ครับ
Q2: การใส่เคสหนาๆ มีส่วนทำให้โทรศัพท์ร้อนขึ้นจริงไหม?
A: จริงครับ เคสที่หนาเกินไปหรือเคสที่ทำจากวัสดุไม่ระบายความร้อน เช่น ยางหนา หรือซิลิโคนทึบ จะอบความร้อนไว้ภายในตัวเครื่อง ขัดขวางการระบายความร้อนทางธรรมชาติ ทำให้ความร้อนสะสมที่แบตเตอรี่และชิปเซ็ตสูงขึ้นได้ง่ายครับ
Q3: สมาร์ตโฟน inovo มีระบบความปลอดภัยป้องกันความร้อนและแบตเตอรี่อย่างไร?
A: สมาร์ตโฟน inovo เลือกใช้แบตเตอรี่และอะแดปเตอร์ชาร์จไฟที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย มีระบบตัดไฟเมื่อแบตเตอรี่เต็ม และมีศูนย์บริการในประเทศไทยคอยดูแล หากพบปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่หรือความร้อน สามารถส่งตรวจเช็กกับศูนย์บริการได้ทันทีครับ
Q4: ทำไมเวลาเล่นมือถือตอนเปิดแอร์ เครื่องก็ยังร้อนอยู่?
A: แม้อุณหภูมิห้องจะเย็น แต่หากเปิดแอปพลิเคชันที่ใช้การประมวลผลสูงมาก ชิปเซ็ตจะสร้างความร้อนภายในออกมาเร็วกว่าที่อากาศภายนอกจะดึงออกไปได้ทัน นอกจากนี้ หากเปิดความสว่างหน้าจอไว้สูงสุดหรือมีแอปเบื้องหลังทำงานเยอะ ก็ยังคงทำให้เกิดความร้อนสะสมได้ครับ
Q5: จะรู้ได้อย่างไรว่าโทรศัพท์ร้อนเพราะ “ชิปเซ็ต” หรือ “แบตเตอรี่”?
A: สังเกตตำแหน่งความร้อนบนตัวเครื่องได้ครับ หากความร้อนเกิดขึ้นบริเวณด้านบนใกล้มุมกล้องถ่ายรูป มักเกิดจากชิปเซ็ตประมวลผลทำงานหนัก แต่หากความร้อนเกิดขึ้นบริเวณกลางเครื่องหรือค่อนไปทางด้านล่าง ซึ่งเป็นตำแหน่งของก้อนแบตเตอรี่ มักเกิดจากการชาร์จไฟหรือแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพครับ


